Q   1. ประเภทของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
A
สำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ มีทั้งหมด 3 ประเภท

1. Cash Balance

บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ต้องฝากเงินสด 100% ของจำนวนเงินที่ต้องการจะซื้อหุ้นเพื่อวางเป็นหลักประกันเข้ามายังบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยจึงจะสามารถทำการซื้อหลักทรัพย์ได้ โดยอำนาจในการซื้อหลักทรัพย์จะเท่ากับเงินสดที่ฝากเข้ามาเป็นหลักประกันแต่สูงสุดไม่เกิน Credit Limit ที่ได้รับการอนุมัติ เมื่อมีรายการซื้อขายหุ้น ค่าซื้อหุ้น (ค่าขายหุ้น) จะถูกหัก (ฝาก) จากอำนาจซื้อทันที ทั้งนี้ เงินค่าขายจะยังคงอยู่ในบัญชีหลักทรัพย์ จนกว่าท่านจะทำรายการขอถอนเงินออกจากบัญชีหลักทรัพย์ ส่วนการชำระราคาค่าซื้อขายหลักทรัพย์จะดำเนินการในวันทำการที่ 2 นับจากวันที่มีการซื้อขาย (T+2)

2. Cash Account

บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ต้องฝากเงินหรือฝากหุ้นเข้ามาเพื่อวางเป็นหลักประกันก่อนทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นจำนวน 20% ของวงเงินที่ท่านต้องการจะซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งอยู่ในวงเงินที่บริษัทฯอนุมัติ โดยบริษัทฯจะทำการหัก (ฝาก) ค่าซื้อหุ้น (ค่าขายหุ้น) ทั้งจำนวนจากบัญชีของท่านผ่านบริการตัดบัญชีอัตโนมัติของธนาคารพาณิชย์ (ATS) ในวันทำการที่ 2 (T+2) นับจากวันที่มีรายการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยธนาคารที่สามารถใช้ ATS ได้ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทหารไทยธนชาต, ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และท่านจะได้รับวงเงินในการซื้อขายหลักทรัพย์จากบริษัทฯ โดยพิจารณาจากหลักฐานทางการเงินของท่าน

นอกจากนี้ ท่านสามารถเลือกใช้บริการ K-Stock 2 Fund** (บริการซื้อขายหลักทรัพย์อัตโนมัติผ่านกองทุนกสิกรไทย) ควบคู่กับการเปิดบัญชีเงินสด เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ระหว่างการรอจังหวะในการลงทุน

3. Credit Balance

บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เหมาะสมกับท่านที่ต้องการเพิ่มอำนาจการซื้อหลักทรัพย์โดยการกู้เงินเพื่อใช้ในการซื้อหลักทรัพย์สูงสุด 1 เท่าของมูลค่าหลักประกันที่นำมาวาง แต่ไม่เกินกว่าวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากบริษัทฯกรณีที่เงินประกันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ท่านต้องทำการโอนเงินหลักประกันเพิ่มเติมมายังบริษัทฯ เพื่อรักษาระดับเงินประกันอีกด้วย

สำหรับซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (Derivatives Account)

การซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าท่านจะต้องโอนเงินหลักประกันตามเกณฑ์ที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯกำหนดไว้ มายังบริษัทฯ โดยในทุกสิ้นวันทำการ พอร์ตการลงทุนของท่านจะได้รับการปรับมูลค่า (Mark-to-Market) เพื่อให้สะท้อนมูลค่าพอร์ตการลงทุนที่แท้จริง และกรณีที่เงินประกันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ท่านต้องทำการโอนเงินหลักประกันเพิ่มเติมมายังบริษัทฯ เพื่อรักษาระดับเงินประกันอีกด้วย

 
     
     
 
Q   2. วิธีฝากเงินหลักประกัน
A  
การฝากหลักประกันเข้าบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ มี 3 ช่องทาง

    1. K PLUS

    1. ไปที่ เมนู "ธุรกรรม" และ เลือก "จ่ายบิล"
    2. เลือกผู้ให้บริการ โดย ระบุ Code "98269" (หลักทรัพย์ กสิกรไทย-เพื่อลูกค้า)
    3. กรอกข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่ เลขที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (7หลัก), เลขบัตรประชาชน หรือ เลขที่หนังสือเดินทาง และ จำนวนเงินที่ต้องการฝากหลักประกัน

    2. QR Code

    1. ไปที่ เมนู "My Service" ใน K-Cyber Trade / Streaming
    2. เลือก "ฝากเงิน" ในหัวข้อ บริการออนไลน์
    3. เลือก "ฝากเงิน (QR Code)
    4. เลือก "ประเภทบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์" ทีต้องการฝากหลักประกัน
    5. กด "Generate QR Code" และ "บันทึกรูปเพื่อชำระเงิน"
    6. เข้าแอปพลิเคชันธนาคาร และ สแกน QR Code
    7. ระบุจำนวนเงิน และ ทำรายการให้สำเร็จ

       หมายเหตุ:
       - จำนวนเงินขั้นต่ำที่สามารถฝากได้คือ 10 บาท
       - จำนวนเงินสูงสุดที่สามารถฝากได้
        1. ผ่าน Mobile Banking ธนาคารกสิกรไทย สามารถฝากได้สูงสุด 99,999,999.99 บาท หรือ ตามวงเงินที่ท่านกำหนดไว้กับทางธนาคาร
        2. ผ่าน Mobile Banking ธนาคารอื่นๆ สามารถฝากได้สูงสุด 2,000,000 บาท หรือ ตามวงเงินที่ท่านกำหนดไว้กับทางธนาคาร

    3. E-Payment (ODD)

    1. ไปที่ เมนู "My Service" ใน K-Cyber Trade / Streaming
    2. เลือก "ฝากเงิน" ในหัวข้อ บริการออนไลน์
    3. เลือก "ฝากเงิน (หักบัญชีอัตโนมัติ)"
    4. เลือกประเภท บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์, กรอก จำนวนเงิน

    4. Mobile Banking ธนาคารอื่นๆ กดที่นี่


 
 
     
 
Q   3. วิธีถอนเงินหลักประกัน
A  
การถอนเงินผ่านระบบออนไลน์ มี 2 ช่องทาง

ผ่าน Mobile Applications ดังต่อไปนี้ K-Cyber Trade / Streaming / KS Trade+/ KS One / Efin Trade+
- โดยไปที่ เมนู "My Service" และ เลือก "ถอนเงิน" ในหัวข้อ ธุรกรรมการเงิน

2. ผ่านบริการ KS Trade ที่เว็บไซต์ www.kasikornsecurities.com
- โดยไปที่ เมนู "My Service" และ เลือก "ถอนเงิน" ในหัวข้อ ธุรกรรมการเงิน

หมายเหตุ ส่วนเงื่อนไขการได้รับเงินหลังจากที่ลูกค้าทำการแจ้งถอนเงิน ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.kasikornsecurities.com/th/investorguide/news/OUjOq4


   
     
 
Q   4. สาเหตุที่ขายหลักทรัพย์แล้ววงเงินไม่กลับมา
A  
เนื่องจากหุ้นที่ลูกค้าซื้อขายนั้น เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ระดับ 2 (T2) และ ระดับ 3 (T3) ซึ่งห้าม Net Settlement โดยหากลูกค้าซื้อหุ้นและขายหุ้นในวันเดียวกัน วงเงินจะไม่กลับมาในพอร์ตทันที โดยวงเงินจะกลับมาในพอร์ตลูกค้าเช้าวันทำการรุ่งขึ้นที่ T+1 ตามมาตรการของ SET

 
     
     
 
Q   5. การคำนวณต้นทุนด้วยวิธี FIFO (First-in, First-Out)
A  

First-in, First-Out (FIFO) คือ การคำนวนต้นทุนหุ้นแบบเข้าก่อน-ออกก่อน ดังนั้น หุ้นตัวไหนที่ลูกค้าซื้อเข้าพอร์ตมาก่อน จะถูกขายออกไปก่อน และ หากมีหุ้นคงเหลือในพอร์ต จะถูกคำนวนต้นทุนเฉลี่ยใหม่ในวันทำการรุ่งขึ้น

ทั้งนี้ ระบบ FIFO คือ วิธีบริหารจัดการ และวัดมูลค่าสินทรัพย์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในทางบัญชี ภาษี และการบริหารสินค้าคงเหลือในคลังสินค้า การบันทึกระบบบัญชีแบบ FIFO สินทรัพย์ที่ถูกซื้อมาก่อนจะถูกตัดออกก่อน เมื่อมีการขายสินทรัพย์ออกไป และระบบซื้อขายหุ้นใช้วิธีการคำนวณแบบเข้าก่อน-ออกก่อน (First in, First out) เช่นกัน

กรณีลูกค้ามีการขายหุ้นเพียงบางส่วนออกจากพอร์ต มักมีข้อสงสัยเรื่องของต้นทุน และ กำไร/ขาดทุน ของหุ้นที่ขายแล้ว รวมทั้ง ต้นทุน หรือ กำไร/ขาดทุน ของหุ้นที่ยังคงเหลือในพอร์ต

หากลูกค้าทำการขายหุ้นบางส่วน ในวันที่ T กำไร/ขาดทุนเบื้องต้น ยังไม่ใช่กำไร/ขาดทุนที่แท้จริง โดย ณ สิ้นวัน ระบบจะคำนวณกำไร/ขาดทุนอีกครั้ง ด้วยวิธี First-in, First Out (FIFO) โดยนำราคาหุ้นที่ซื้อเข้ามาก่อน มาคำนวณเป็นต้นทุนในการขายออกไปก่อน ดังนั้น ขอแนะนำนักลงทุนตรวจสอบกำไร/ขาดทุนที่แท้จริง ในวันทำการรุ่งขึ้น (T+1) โดยสามารถตรวจสอบได้โดย

    1. เข้าสู่ระบบ เว็บไซต์ KS Trade
    2. ไปที่ "เข้าสู่ K-Cyber Trade"
    3. เลือกเมนู "พอร์ตการลงทุน" และเลือก "บันทึกกำไรขาดทุน"

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ลูกค้าบันทึกรายการซื้อขายของตนเองไว้ เพื่อลูกค้าจะได้ทราบต้นทุนที่แท้จริงของการซื้อในแต่ละครั้ง ก่อนทำการขายหุ้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการลงทุน

 
     
     
 
Q   6. วิธีเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล
A  
การเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลผ่านระบบออนไลน์ มี 2 ช่องทาง

    1. ผ่าน Mobile Applications ดังต่อไปนี้ K-Cyber Trade / Streaming / KS Trade+/ KS One / Efin Trade+
    - ไปที่ เมนู "My Service" และ เลือก "เปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล" ในหัวข้อ จัดการบัญชี

    2. ผ่านบริการ KS Trade ที่เว็บไซต์ www.kasikornsecurities.com
    - ไปที่ เมนู "บริการออนไลน์" และ เลือก "เปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล" ในหัวข้อ จัดการบัญชี

 
     
     
 
Q   7. วิธีเพิ่มหรือเปลี่ยนลายมือชื่อ
A  
การเพิ่มหรือเปลี่ยนลายมือชื่อสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ ดังนี้

    1. ผ่าน Mobile Applications ดังต่อไปนี้ K-Cyber Trade / Streaming / KS Trade+/ KS One / Efin Trade+
    - ไปที่ เมนู "My Service" และ เลือก "ส่งตัวอย่างลายเซ็นต์" ในหัวข้อ ธุรกรรมอื่นๆ

    2. ผ่านบริการ KS Trade ที่เว็บไซต์ www.kasikornsecurities.com
    - ไปที่ เมนู "บริการออนไลน์" และ เลือก "ส่งตัวอย่างลายเซ็นต์" ในหัวข้อ ธุรกรรมอื่นๆ

 
     
     
 
Q   8. ปัญหาเรื่อง รหัส PIN (รหัสส่งคำสั่งซื้อขาย)
A  
ท่านสามารถ Reset PIN บนช่องทางต่างๆ ได้ดังนี้

- Streaming PC
กดที่ "More" และเลือก "My Service" จากนั้นเลือก "ลืมรหัส PIN"

- Streaming / K-Cyber Trade Application
วิธีที่ 1. กดที่ "My Service" และเลือก "ลืมรหัส PIN"
วิธีที่ 2. กดปุ่ม "More" และเลือก "Forgot PIN"

- KS Trade+
วิธีที่ 1. กดปุ่ม "Menu" บริเวณด้านขวาบนของแอปพลิเคชัน จากนั้นไปที่ "My Service" และเลือก "ลืมรหัส PIN"
วิธีที่ 2. กดปุ่ม "Menu" บริเวณด้านขวาบนของแอปพลิเคชัน จากนั้นไปที่ "Settings" และเลือก "Reset PIN"

- KS ONE
วิธีที่ 1. กดปุ่ม "More" จากนั้นไปที่ "My Service" และเลือก "ลืมรหัส PIN"
วิธีที่ 2. กดปุ่ม "More" และเลือก "Forgot PIN"

 
     
     
 
Q   9. แนวทางแก้ไข กรณีไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์
A  

สาเหตุ แนวทางแก้ไข
Line available ไม่เพียงพอต่อการส่งคำสั่งซื้อหลักทรัพย์ กรุณาตรวจสอบ Line Available ในพอร์ตว่ามีวงเงินเพียงพอสำหรับมูลค่าของหุ้นที่ลูกค้าจะซื้อ (จำนวนหุ้น × ราคา) รวมทั้งค่าธรรมเนียมต่างๆหรือไม่
ระบุราคาไม่ตรงตามช่วงราคา (Spread) กรุณาตรวจสอบราคาว่าอยู่ในช่วงราคาที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายหรือไม่ หรือ ตรวจสอบช่วงราคา (Spread) ได้ ที่นี่
ครบกำหนดทบทวนข้อมูลประจำปี หรือ KYC ตามเกณฑ์ของ กลต. นักลงทุนต้องจัดทำทบทวนข้อมูลประจำปี หรือ KYC ตามกำหนด โดยลูกค้าสามารถดำเนินการด้วยตนเอง โดยไปที่ "ทบทวนข้อมูลประจำปี" หัวข้อ "จัดการบัญชี" ในเมนู "My Service" ใน K-Cyber Trade / Streaming หรือ "My Service" ในเว็บไซต์ KS Trade
ส่งคำสั่งรวมระหว่างหน่วยการซื้อขาย (Board Lot) และ เศษหุ้น (เศษหุ้น) กรุณาแยกส่งคำสั่งระหว่างหน่วยการซื้อขาย (Board Lot) และ เศษหุ้น (Odd Lot) ตัวอย่างเช่น ลูกค้าต้องการส่งคำสั่งขายหุ้น จำนวน 179 หุ้น ลูกค้าต้องแยก 100 หุ้น และ 79 หุ้น เนื่องจาก 79 หุ้น เป็นเศษหุ้นต้องขายได้กระดานเศษหุ้น โดยสามารถตรวจสอบ Bid/Offer ของกระดานเศษหุ้นที่ More ใน K-Cyber Trade / Streaming จากนั้น ไปที่เมนู Odd Lot ใน Information ส่วนการส่งคำสั่งซื้อขายเศษหุ้น ลูกค้าสามารถส่งคำสั่งวิธีเดียวกับหุ้นปกติ แต่จะส่งคำสั่งได้เฉพาะช่วงตลาดเปิด (Open) เท่านั้น
ส่งคำสั่งผิดสถานะ NVDR ลูกค้าที่ซื้อหุ้น Local ต้องทำการขายหุ้นที่เป็น Local เช่นเดียวกับลูกค้าที่ซื้อหุ้นเป็น NVDR ต้องขายหุ้นเป็น NVDR

 
     
     
 
Q   10. วิธีตรวจสอบข้อมูลพอร์ตย้อนหลัง
A  
ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลพอร์ตย้อนหลังได้ 2 ช่องทาง

    1. ผ่าน Mobile Applications ดังต่อไปนี้ K-Cyber Trade / Streaming / KS Trade+/ KS One / Efin Trade+
    - โดยไปที่ เมนู "KS Portfolio Analysis" ในหัวข้อ บริการอื่นๆ

    2. ผ่านบริการ KS Trade ที่เว็บไซต์ www.kasikornsecurities.com
    - โดยไปที่ เมนู พอร์ตการลงทุน หรือ เมนู "KS Portfolio Analysis"

 
       
     
 
Q   11. วิธีขอเอกสารย้อนหลัง
A  
ลูกค้าสามารถขอเอกสารต่างๆ ย้อนหลังได้ผ่านบริการ My Service ในหัวข้อ "ขอเอกสารย้อนหลัง"

 
     
     
 
Q   12. วิธีการใช้งาน efin Stock Pickup ต้องทำอย่างไร?
A  

สามารถดูวิธีการติดตั้ง efin Stock Pickup ในคอมพิวเตอร์ โดย คลิกที่นี่

 

 
     
     
 
Q   13. วิธีการใช้งาน efin Mobile ต้องทำอย่างไร?
A  

สามารถดูวิธีการติดตั้ง efin Mobile ในมือถือ โดย คลิกที่นี่

 

 
     
     
 
Q   14. วิธีการใช้งาน Aspen for browser ต้องทำอย่างไร?
A  

สามารถดูวิธีการติดตั้ง Aspen for browser ในคอมพิวเตอร์ โดย คลิกที่นี่